ชื่อ นาย สรายุทธ์ คลังแก้ว
ชื่อเล่น แบงค์
อายุ 15 ปี
กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.4 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา
ที่อยู่ 58 หมู่ที่1 ตำบล.สาคู อำเภอ.พระแสง จังหวัด.สุราษฎร์ธานี 84210
ชอบสี แดง
โตขึ้นอยากเป็นวิศวะกร
คติประจำใจ ความรู้ ทั่วหัว เอาตัวไม่รอด
วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ต้นมะลิ
มะลิ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Jasminum; อังกฤษ: Jasmine; อินโดนีเซีย: Melati) เป็นพรรณไม้ยืนต้น พบได้ในแถบ เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก จนถึงขนาดกลาง บางชนิดมีลำต้นแบบเถาเลื้อย ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีขาวมีสะเก็ดรอยแตกเล็กน้อย ลำต้นเล็กกลมแตกกิ่งก้านสาขาไปรอบ ๆ ลำต้น ใบเป็นใบเดี่ยว แตกใบเรียงกันเป็นคู่ ๆ ตามก้านและกิ่งลักษณะของใบมนป้อม โคนใบสอบเรียว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบเป็นมันสีเขียวเข้ม ใบกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อ ออกตามส่วนยอดหรือง่ามใบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว และมีกลิ่นหอม ดอกมีกลีบดอกประมาณ 6-8 กลีบ เรียงกันเป็นวงกลมหรือซ้อนกันเป็นชั้นแล้วแต่ชนิดพันธุ์ ขนาดดอกบานเต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ผลเป็นรูปกลมรีเล็กเมื่อสุกจะมีสีดำภายในมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด นอกจากนี้ลักษณะของลำต้นและดอกแตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์
ความเกี่ยวข้องกับวัฒธรรมและชนชาติ
เนื่องจากมะลิมีหลายพันธุ์ และขึ้นอยู่ในภูมิภาคเอเชีย มะลิจึงมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมของชนชาติต่างๆ ในแถบเอเชียใต้ และตะวันออกเฉียงใต้
- คนไทยนิยมนำดอกมะลิมาใช้ลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม ตกแต่ง ร้อยเป็นมาลัยบูชาพระ และทำเครื่องหอม นอกจากนี้มะลิยังเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ด้วย มีดอกที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์
- มะลิ (melati putih) เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย
- มะลิฉัตร (Arabian jasmine) เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศฟิลลิปปินส์
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
- ดอก -แก้หืด ใช้แต่งกลิ่นใบชา ใช้อบขนมต่างๆ แก้โรคบิด อาการปวดท้อง หากตำให้ละเอียดพอกที่ขมับ แก้อาการปวดหัวและปวดหูชั้นกลางได้ ช่วยรักษาแผลพุพอง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งเป็นยาบำรุงหัวใจได้อย่างดีเยี่ยม
- ใบ ราก - ทำยาหยอดตา
- ใบ - แก้ไข้แก้ไข้ที่เกิดจากอาการเปลี่ยนแปลงได้ดี ช่วยบำรุงสายตา รวมทั้งรักษาอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องเสีย ขับน้ำนม รักษาโรดผิวหนัง หากนำใบมาตำแล้วละลายกับน้ำปูนใส แต้มแผลฟกช้ำ แผลเรื้อรัง โรคผิวหนังจะหายไวขึ้น
- ราก - แก้ปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก เลือดออกตามไรฟัน เสียดท้อง รักษาหลอดลมอักเสบ นำรากมาฝนกินกับน้ำใช้แก้ร้อนใน คนที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทรวงอก ให้นำรากมาประมาณ 1-1.5 กรัม ต้มน้ำกินก็ช่วยได้
มะลิพันธุ์ต่าง ๆ
ถ้าเอ่ยขึ้นมาว่าดอกมะลิเราจะคิดว่ามีเพียงสายพันธุ์เดียวที่เราเคยเห็นเป็นประจำดอกสีขาว แต่มีใครรู้บ้างว่าดอกมะลินั้นมีหลายสายพันธุ์มากมาย
1. มะลิลา เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว มะลิชนิดนี้ จะใช้ในการเด็ดดอกขาย
1. มะลิลา เป็นไม้รอเลื้อย กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขน ใบเป็นใบเดียวออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ใบเป็นรูปไข่ขอบเรียบ ดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก ดอกกลางบานก่อน กลีบดอกชั้นเดียว ปลายกลีบมน ดอกสีขาว มะลิชนิดนี้ จะใช้ในการเด็ดดอกขาย
![]() |
| มะลิกา |
2. มะลิลาซ้อน ลักษณะต้น ใบ อื่น ๆ คล้ายมะลิลา แต่ใบใหญ่กว่าดอกออกเป็นช่อ มี 3 ดอก และดอกกลางบานก่อน เช่นกัน แต่มีดอกซ้อน 3-4 ชั้น ปลายกลีบมน
3. มะลิถอด ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอก 2.5-3.5 ซม.
![]() |
| มะลิลาซ้อน |
3. มะลิถอด ลักษณะโดยทั่ว ๆ ไป ทั้งต้น ใบ การจัดเรียงของใบ รูปแบบของใบคล้ายมะลิลาซ้อน แต่ใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อมี 3 ดอก ดอกซ้อนมากชั้นกว่า คือ 3-6 ชั้น ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมมาก ขนาดดอก 2.5-3.5 ซม.
![]() |
| มะลิถอด |
4. มะลิซ้อน ลักษณะทั่ว ๆ ไปคล้ายมะลิถอด และมะลิลาซ้อน แต่ใบมีลักษณะแคบกว่า ดอกออกเป็นช่อมี 3 ดอกเช่นกัน กลีบดอกซ้อน แต่ซ้อนกว่า 5 ชั้น แต่ละชั้นมีกลีบดอก 10 กลีบ ขึ้นไป ขนาดดอก 3-4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอมมาก
![]() |
| มะลิซ้อน |
5. มะลิพิกุล หรือมะลิฉัตร ลักษณะต่าง ๆ คล้ายกับ 4 ชนิดแรก ใบคล้ายมะลิซ้อนและมีคลื่นเล็กน้อย ดอกเป็นช่อ 3 ดอก ดอกซ้อนเป็นชั้น ๆ เห็นได้ชัด (คล้ายฉัตร) และดอกมีขนาดเล็กพอ ๆ กับดอกพิกุล ขนาดดอก 1-1.4 ซม. ดอกสีขาว กลิ่นหอม
![]() |
| มะลิพิกุล |
6. มะลิทะเล เป็นไม้รอเลื้อย ดอกเป็นกระจุก ๆ หนึ่ง มี 5-6 ดอก กลิ่นหอมฉุน
![]() |
| มะลิทะเล |
7. มะลิพวง
ลำต้นเป็นไม้พุ่ม กิ่งอ่อนและกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนมีขนเห็นเด่นชัดเช่นกัน ใบและรูปแบบตลอดจนการจัดเรียง คล้ายมะลิอื่น ๆ แต่ใบมีขนเห็นเด่นชัด ดอกออกเป็นช่อแน่น สีขาวกลีบดอกชั้นเดียว กลีบเล็กยาว ปลายแหลม ขนาดดอก 3-4.5 ซม. มีกลิ่นหอมมาก
![]() |
| มะลิพ่วง |
8. มะลิเลื้อย ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดินยาวประมาณ 1 ฟุต ใบเล็กกว่าพันธุ์อื่นมาก
![]() |
| มะลิเลื้อย |
9. มะลิวัลย์หรือมะลิป่า เป็นไม้เถาเลื้อย พาดต้นไม้อื่นหรือขึ้นร้าน ใบเล็กกว่าและยาวกว่ามะลิอื่น ๆ กลีบดอกเล็กยาว สีขาว กลิ่นหอมเย็นชืด
![]() |
| มะลิวัลย์หรือมะลิป่า |
วิธีการปลูกและดูแลดอกมะลิ
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกดอกมะลิที่สุด
- ดินร่วนซุยมีการระบายน้ำดี
- มีความเป็นกรด-ด่าง 5.5-6.5
- มีอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารสมบูรณ์
- ได้รับแสงแดดเต็มที่เพื่อให้มีดอกดก
การปลูก
การปลูก
ส่วนการดูแลนั้นก็ไม่ยากมีไม่กี่เรื่อง
1. การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ย ออสโมโค้ท สูตร 14-14-14 ตามอัตราดังกล่าวข้างต้น ทุก 3 เดือน โดยการโรยรอบโคนต้น แล้วรดน้ำตาม
2. การตัดแต่ง หลังจากปลูกมะลิไปนาน ๆ แล้ว เพราะมะลิจะแตกกิ่งก้านสาขามากมาย ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งอยู่เสมอ โดยตัดกิ่งที่แห้งและตายออก จะช่วยให้ต้นมะลิมีทรงพุ่มสวยงาม และช่วยลดปริมาณโรคและแมลงให้น้อยลงด้วย การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้มะลิแตกตาได้มากขึ้น จึงออกดอกได้มากขึ้นด้วย
- นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน เดือน มิถุนายน-กรกฎาคม
- ขุดหลุมลึก กว้าง และยาวด้านละ 50 ซม.
- ใส่ปุ๋ยคอกและวัสดุอื่น ๆ ในอัตราส่วน 1:1:1 พร้อมทั้งเติมปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) และปุ๋ยผสมสูตร 15-15-15 อย่างละ 1 กำมือ คลุกให้เข้ากัน แล้วใส่กลับลงไปในหลุมใหม่ ทิ้งไว้ 7-10 วัน จึงนำต้นมะลิลงปลูก
ส่วนการดูแลนั้นก็ไม่ยากมีไม่กี่เรื่อง
1. การใส่ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ย ออสโมโค้ท สูตร 14-14-14 ตามอัตราดังกล่าวข้างต้น ทุก 3 เดือน โดยการโรยรอบโคนต้น แล้วรดน้ำตาม
2. การตัดแต่ง หลังจากปลูกมะลิไปนาน ๆ แล้ว เพราะมะลิจะแตกกิ่งก้านสาขามากมาย ควรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งอยู่เสมอ โดยตัดกิ่งที่แห้งและตายออก จะช่วยให้ต้นมะลิมีทรงพุ่มสวยงาม และช่วยลดปริมาณโรคและแมลงให้น้อยลงด้วย การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้มะลิแตกตาได้มากขึ้น จึงออกดอกได้มากขึ้นด้วย
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์ที่นิยมกันมากที่สุดคือ การปักชำ
1.) เตรียมวัสดุเพาะชำ ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 บรรจุในภาชนะ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
2.) เตรียมกิ่งพันธุ์ กิ่งที่ใช้เป็นกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ตัดให้มีความยาวของกิ่ง 4 นิ้ว หรือมีข้ออย่างน้อย 3 ข้อ การตัดกิ่งควรตัดให้ชิดข้อ ริดใบส่วนล่างออก
3.) นำกิ่งมะลิปักชำลงในแปลงชำ ให้มีระยะระหว่างแถวและกิ่ง 2x2 นิ้ว รดน้ำและสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา รักษาความชื้นให้เหมาะสมและคงที่
4.) หลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้วให้ย้ายลงปลูกในถุงขนาด 2x3 นิ้ว โดยใส่ดิน+ขุยมะพร้าว+ปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 จนต้นมะลิแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูก
1.) เตรียมวัสดุเพาะชำ ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 บรรจุในภาชนะ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
2.) เตรียมกิ่งพันธุ์ กิ่งที่ใช้เป็นกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ตัดให้มีความยาวของกิ่ง 4 นิ้ว หรือมีข้ออย่างน้อย 3 ข้อ การตัดกิ่งควรตัดให้ชิดข้อ ริดใบส่วนล่างออก
3.) นำกิ่งมะลิปักชำลงในแปลงชำ ให้มีระยะระหว่างแถวและกิ่ง 2x2 นิ้ว รดน้ำและสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา รักษาความชื้นให้เหมาะสมและคงที่
4.) หลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้วให้ย้ายลงปลูกในถุงขนาด 2x3 นิ้ว โดยใส่ดิน+ขุยมะพร้าว+ปุ๋ยคอก อัตรา 3:1:1 จนต้นมะลิแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูก
โรคที่ควรรู้เกี่ยวกับดอกมะลิ
1. โรครากเน่า เกิดจากเชื้อรา จัดได้ว่าเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่ง จะเกิดกับมะลิที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป โดยจะมีอาการใบเหลือง เหี่ยวและทิ้งใบต้นแห้งตาย เมื่อขุดหรือถอนต้นขึ้นมาดูจะพบว่ารากเน่าเปื่อย และที่โคนต้นจะพบเส้นใยสีขาว มักระบาดในสภาพดินที่เป็นกรด และพื้นที่ที่ปลูกซ้ำเป็นเวลานาน
การป้องกันกำจัด
- หากพบต้นมะลิที่เพิ่งเป็นโรค ควรป้องกันกำจัดโดยใช้ เทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ อัตรา 10 ซีซี (1 ช้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 5 ลิตร ราดบริเวณโคนต้นที่เป็นโรค
- หากเป็นมากควรถอนต้นมะลิทิ้ง แล้วนำไปเผาไฟทำลายเสีย แล้วใช้ปูนขาวโรย หรือ ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชเทอร์ราคลอร์ ซุปเปอร์-เอ็กซ์ 10 ซีซี (1 ช้อนโต๊ะ) ผสมน้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วราดลงบนดินบริเวณที่ปลูกต้นมะลิ
- ถ้าต้องการปลูกซ้ำที่เดิม ก็ควรมีการปรับดินด้วยการใส่ปูนขาว จากนั้นตากดินบริเวณนั้นไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้แสงแดดทำลายเชื้อราที่อาจจะยังคงหลงเหลืออยู่ จากนั้นบำรุงดินด้วยสารอินทรีย์ปรับสภาพดิน เค-ฮิวเมท2.5 ซีซี (ครึ่งช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากัน แล้วราดลงดินบริเวณที่ต้องการ หลังจากนั้นก็นำต้นพืชลงปลูกได้
2. โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อรา โดยจะเริ่มมีจุดสีน้ำตาลอ่อนบนใบ และขยายลุกลามออกไป ขอบแผลเป็นสีน้ำตาลแก่เห็นได้ชัด แผลที่ขยายออกไปมีลักษณะเป็นรอยวงกลมซ้อนกัน เนื้อเยื่อขอบแผลแห้งกรอบ เวลาอากาศชื้น ๆ บริเวณตรงกลางจะพบสปอร์เกิดเป็นหยดสีส้มอ่อน ๆ ขนาดแผลขยายใหญ่ไม่มีขอบเขตกำจัด จนดูเหมือนโรคใบแห้ง เชื้อราชนิดนี้แพร่ระบาดได้โดยปลิวไปกับลม หรือ ถูกชะล้างไปกับน้ำที่รดหรือน้ำฝนได้
การป้องกันกำจัด ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง โดยการนำไปเผาไฟเสีย หลังจากนั้นฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเพนโคเซบ (สารแมนโคเซบ) อัตรา 5 กรัม (1 ช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร หรือ การ์แรต (โปรคลอราช) 2.5 ซีซี (ครึ่งช้อนชา) ผสมน้ำ 5 ลิตร คนให้เข้ากัน แล้วนำไปฉีดพ่นจำนวน 2 ครั้ง ทุก 5-7 วัน จนสังเกตว่าต้นมะลิไม่เป็นโรคแล้ว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










